ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกดีปลี  (อ่าน 1614 ครั้ง)

ออฟไลน์ กอหญ้า

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
การปลูกดีปลี
« เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 02:22:41 pm »



ชื่อสมุนไพร : ดีปลี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper retrofractum Vahl
ชื่อสามัญ : long pepper
วงศ์ : Piperaceae
ชื่ออื่น : ดีปลีเชือก (ภาคใต้) ประดงข้อ ปานนุ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดีปลี
               ดีปลี เป็นไม้เถา เป็นพืชตระลเดียวกันกับชะพลูและพลู รากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ เติบโตได้ดีในทุกภาค ขอเพียงให้ชุ่มชื้น และมีแดดเพียงร่มรำไร

ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-10 ซม. สีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกดีปลี ช่อดอก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยอัดกันแน่น แยกเพศ

ผลดีปลี เป็นผลสด มีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง มีรสชาติรสเผ็ดร้อน ซึ่งทางปักษ์ใต้เจ้าของอาหารรสจัดจ้านร้อนแรงก็ย่อมมีดีปลีเป็นส่วนประกอบนี่เอง

               ระวังสับสนระหว่างดีปลีกับพริกที่มีรสเผ็ด (Capsicum frutescens) เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ซึ่งในภาษาท้องถิ่นทางภาคใต้ของไทย ก็เรียกว่า “ดีปลี”

ส่วนที่ใช้ : ราก เถา ใบ ดอก ผลแก่จัด แต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง

สรรพคุณของดีปลี
รากดีปลี – แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต พิษปัตคาด แก้ตัวร้อน แก้พิษคุดทะราดให้ปิดธาตุ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้ แก้คุดทะราด
เถาดีปลี – แก้พิษงู ขับเสมหะ แก้ ;Dปวดฟัน ปวดท้อง จุกเสียด แก้เสมหะพิการ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้มุตฆาต
ใบดีปลี – แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็น
ดอกดีปลี – แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในลำไส้ให้ผายและเรอ แก้หืด ไอ แก้ริดสีดวง คุดทะราด แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ แก้อัมพาต และเส้นปัตคาด
ผลแก่จัดของดีปลี – รสเผ็ดร้อน แก้ลม บำรุงธาตุไฟ แก้หืดไอ แก้เสมหะ(หลังเป็นหวัด) แก้หลอดลมอักเสบ ยาขับระดู ยาธาตุ ทาแก้ปวดเมื่อยและอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อแน่นจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ ใช้ประกอบตำรายาที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ธาตุไม่ปกติ (ใช้เป็นยาขับลม แต่ไม่นิยมใช้ โดยมากนำมาเป็นเครื่องเทศ)

วิธีและปริมาณที่ใช้
       -อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ ให้ใช้ผลดีปลีแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ผล) ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีผลใช้เถาต้มแทนได้ ต้มกับน้ำ ใช้ดื่มหรือจิบได้วันละ 2เวลา เช้า-เย็น
       -อาการไอ และขับเสมหะ ใช้ผลแห้งแก่ ประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ
ผลดีปลีแห้งใช้เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหาร มีรสเผ็ดร้อน ขม

วิธีการปลูก และดูแลดีปลี
               ดีปลีนิยมปลูกโดยการใช้เถา ชอบดินร่วนและอุดมสมบรูณ์ ทนแห้งแล้งได้ดี ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกก็คือฤดูฝน ดีปลีเป็นสมุนไพรที่ใช้มากในอุตสาหกรรม ยาแผนโบราณประมาณ 5000 – 7000 กิโลกรัม/ปี ปลูกได้ดีในภาคกลางของประเทศไทย นับว่าเป็นพืชสมุนไพรตัวหนึ่งที่อยู่ในแผน พัฒนาเพื่อส่งเป็นสินค้าออก

การปลูก ดีปลี
               ต้องเตรียมหลักให้เลื้อยพันตั้งแต่ปลูก หลักควรมีความสูง 1.50 เมตร ถ้าสูงเกินไปจะเก็บเกี่ยวยาก จะใช้เสาปูนก็ได้แต่ดีปลีจะไม่ค่อยเกาะในระยะแรกเนื่องจากเสาปูนร้อน และไต่พันยากกว่าขึ้นต้นไม้ ถ้าจะใช้ต้นไม้บางชนิดเป็นหลักก็มีต้นทองหลางที่เหมาะมาก เนื่องจากทองหลางโตเร็วตัดยอดตัดกิ่งบังคับความสูงได้ วิธีการปลูก ให้นำต้นทองหลางมาปลูกลงไปก่อน พอต้นทองหลางโตเป็นร่มแล้ว ก็เอาดีปลีมาปลูกที่โคน เมื่อทองหลางแตกยอดก็ตัดยอดไม่ให้สูงไปกว่านั้น
               ดีปลี จะเอายอดหรือไหลมาชำก็ได้ แต่นิยมใช้ยอดมากกว่าเพราะให้ผลผลิตได้เลย ถ้าใช้ไหลปลูกใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกดอก ยอดที่จะนำมาชำให้ใช้ยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกด้านข้าง ตัดต่ำกว่ายอดลงมา 5 ข้อแล้วเอาดินเหนียวหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื่นให้แตกรากเร็วขึ้นไม่เช่นนั้นจะเ่ยวเฉา จากนั้นจึงนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปปลูกที่โคนเสาหรือต้น ทองหลาง อาจต้องใช้ลวดหรือเชือกมามัดหลวมๆ ในระยะแรก
คอยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้สม่ำเสมอในระยะแรก อย่าให้น้ำท่วมขัง เมื่อต้นแข็งแรงจะออกรากมาช่วยเกาะหลัก ถ้าปลูกกับเสาก็ตัดเชือกออกได้ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกดินรอบโคนต้นจะช่วยให้แข็งแรงและเติบโตดี

การเก็บเกี่ยวดีปลี
               ถ้าดินมีความชุ่มชื้นได้น้ำตลอดปี ไม่แฉะเกินไป จะออกดอกได้ผลทั้งปี หน้าฝนผลจะดกแต่การตากให้แห้งทำได้ลำบาก หน้าแล้งผลผลิตลดลง แต่เก็บเกี่ยวตากแห้งได้สวยกว่า ส่วนที่เก็บเกี่ยวคือ ผล จะเก็บเมื่อผลกลางอ่อนกลางแก่ คือเริ่มมีสีแดงเรื่อๆ ปนเขียว เป็นระยะที่ดีปลีมีกลิ่นฉุนจัดที่สุด ถ้ารอให้สุกแดงจะเละเกินไป

การแปรรูปดีปลี
               ก่อนนำดีปลีมาตาก ควรคัดเอาผลดีปลีที่เน่าเสียหรือซีดเหลืองออกก่อน จากนั้น นำมาล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง สะเด็ดน้ำให้แห้ง ก่อนนำมาตากแดดให้แห้งสนิท ควรเกลี่ยบ่อยๆระหว่างตากเพื่อให้ผลแห้งและมีสีสวยทั่วกัน จากนั้นนำมาบรรจุใส่ภาชนะต่อไป

สารเคมีที่พบในดีปลี
               มีน้ำมันหอมระเหย และแอลคาลอยด์ ชื่อ P-Methoxy acetophenone, Dihydrocarveol, Piperine, Pipelatine Piperlongumine, Sylvatine และ Pyridine alkaloids อื่นๆ



อ้างอิงจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 15, 2012, 10:31:29 pm โดย กอหญ้า »