ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตยางให้สูงขึ้น  (อ่าน 915 ครั้ง)

ออฟไลน์ กอหญ้า

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738


วิธีใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตยางให้สูงขึ้น

คุณ สุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็ว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น และรักษาสมดุลของธาตุอาหารในดิน ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ ยังใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ต้นยางเปิดกรีดช้าและให้ผลผลิตไม่เต็มที่ มีผลทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้น ในภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง แต่ยางพาราจำเป็นต้องใช้ เกษตรกรจึงควรใช้ปุ๋ยอย่างคุ้มค่าด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ใส่ให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธี และใส่ปุ๋ยตามปริมาณธาตุอาหารที่ยางพาราต้องการและเหมาะสมกับดิน หรือที่เรียกว่าใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อไม่ให้ใส่ปุ๋ยมากเกินไปหรือ น้อยเกินไป และการที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีไม่คุ้มค่าปุ๋ย หรือได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ก็เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจหลักการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจหลักการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้ต้นยางได้นำธาตุอาหารในปุ๋ยไปใช้อย่างคุ้มค่า ช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็ว และลดต้นทุนการผลิต หลักการก็คือ ก่อนที่จะใช้ปุ๋ย เกษตรกรควรต้องทำความรู้จักกับสิ่งสำคัญ 3 ประการเสียก่อน นั่นก็คือ ต้องรู้จักดินและพืชที่ปลูก ต้องรู้จักปุ๋ย และต้องรู้จักวิธีการใช้ปุ๋ยโดย คุณนุชนารถ กังพิศดาร รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยางพารา กรมวิชาการเกษตร ได้ให้คำแนะนำหลักการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตยางให้สูงขึ้น ดังต่อไปนี้

รู้จักดินและพืช ที่ปลูก เนื่องจากดินเป็นแหล่งให้ธาตุอาหารพืชเพื่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิต เมื่อมีการนำผลผลิตออกไปจากดิน ย่อมหมายถึงดินได้สูญเสียธาตุอาหารไปส่วนหนึ่ง ยิ่งมีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน การสูญเสียธาตุอาหารออกไปจากดินก็ยิ่งมากขึ้น เกิดการชะล้างธาตุอาหารในดินจากการถูกน้ำฝนชะล้าง ขาดการปรับปรุงดิน ทำให้ดินมีสภาพเสื่อมโทรม ธาตุอาหารในดินลดลง ดินที่เคยโปร่งร่วนซุยก็แน่นทึบ กลายเป็นดินเลว ทำให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีต่ำ ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของยางพาราและการให้ผลผลิต ดังนั้น เมื่อรู้จักสภาพดินก็จำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงดินเพื่อให้สามารถผลิตยางพาราได้ หากดินเลวเนื่องจากการขาดธาตุอาหารในดิน จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก แต่ถ้าสภาพดินเป็นดินไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช เช่น ดินทรายจัด ดินเหนียวจัด ดินแข็ง แน่นทึบ ก็ต้องปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แต่ถ้าเป็นดินเลวเนื่องจากทั้ง 2 สาเหตุ จะต้องใช้ทั้งปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงจะได้ผลดี จากรายงานของสถาบันวิจัยยาง พบว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 3 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึง 50% อย่างไรก็ตาม สวนยางทุกสวนจะลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องขึ้นกับปริมาณธาตุอาหารในดินที่แตกต่างกันด้วย

นอกจากรู้จัก ดินแล้ว เกษตรกรต้องรู้จักพืชที่ปลูกด้วย โดยเฉพาะยางพาราเป็นพืชที่ให้ผลผลิตในรูปของน้ำยาง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำยางคือ การสังเคราะห์แสง การสังเคราะห์น้ำยาง และปริมาณธาตุอาหารที่สะสมในลำต้น ในกระบวนการสังเคราะห์น้ำยางนั้น ยางพาราต้องสังเคราะห์แสงโดยอาศัยแสงแดดในตอนกลางวันเพื่อสะสมแป้งและน้ำตาล ไว้ใช้ในตอนกลางคืนเพื่อการสร้างน้ำยาง ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำและธาตุอาหารพืช ยางพาราต้องการไนโตรเจนและโพแทสเซียมในสัดส่วนที่สูงกว่าฟอสฟอรัส และยังต้องการแมกนีเซียมและแคลเซียมด้วย

ดังนั้น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตยางให้สูงขึ้น จึงต้องพิจารณาปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของ ยางพาราด้วย

รู้จักปุ๋ย ปุ๋ย หมายถึง สารที่ใส่ลงในดินเพื่อให้ปลดปล่อยธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ให้พืชได้รับอย่างเพียงพอ สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงขึ้น แหล่งที่มาของปุ๋ย ได้แก่ มูลสัตว์ต่างๆ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก พืชคลุมดินตระกูลถั่วในสวนยาง เมื่อสลายตัวจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ รวมเรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในปริมาณน้อย อย่างไรก็ตาม ยางพารายังจำเป็นต้องได้รับธาตุอาหารรอง (ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์) และจุลธาตุด้วย (ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโมลิบดีนัม) ซึ่งมีในปุ๋ยอินทรีย์ อีกทั้งปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย ไม่แน่นทึบ ช่วยอุ้มน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้รากยางดูดน้ำและธาตุอาหารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่วนปุ๋ยอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นปุ๋ยที่ผลิตหรือสังเคราะห์จากหินแร่และก๊าซโดยกระบวนการทางอุตสาหกรรม เคมีให้เป็นสารประกอบทางเคมี จะมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเป็นหลัก ซึ่งยางพาราต้องการในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม

ดังนั้น ในการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพ เกษตรกรควรใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีร่วมกัน โดยใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ดินร่วนซุยและเพิ่มประสิทธิภาพให้ยางพาราดูดธาตุ อาหารจากปุ๋ยเคมีได้มากขึ้นด้วย โดยสถาบันวิจัยยางแนะนำเกษตรกรใส่ปุ๋ยอินทรีย์กับยางพาราทั้งก่อนเปิดกรีด และหลังเปิดกรีดในดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ โดยเฉพาะสวนยางในเขตปลูกยางใหม่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อ เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ช่วยอุ้มความชื้นและปรับปรุงโครงสร้างของดิน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ และหากเกษตรกรรู้จักวิธีการใช้ปุ๋ย ก็จะทำให้ต้นยางดูดธาตุอาหารไปใช้อย่างคุ้มค่า ไม่สูญเสียปุ๋ยรู้จักวิธีการใช้ปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยเคมีมีราคาแพง แต่ยางพาราจำเป็นต้องใช้

เกษตรกรจึงต้องใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ต้นยางนำปุ๋ยไปใช้อย่างคุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

1. ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตรและปริมาณที่ใช้ (ตามชนิดของเนื้อดิน อายุของต้นยางและแหล่งปลูกยาง) สถาบันวิจัยยางแนะนำสูตรปุ๋ยทั่วไป คือ สูตร 20-8-20 สำหรับยางพาราก่อนเปิดกรีดในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้ และ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด) โดยมีปริมาณที่ใส่แตกต่างกันตามชนิดของดิน และสูตร 20-10-12 สำหรับยางพาราก่อนเปิดกรีดในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางจังหวัดของภาคตะวันออกและภาคกลาง) และสูตร 30-5-18 หรือ 29-5-18 สำหรับยางหลังเปิดกรีด โดยปุ๋ยแต่ละสูตรจะมีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารสอดคล้องกับความต้องการ ของยางพาราในแต่ละพื้นที่

2. ใส่ปุ๋ยให้ถูกที่ หมายถึง การใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางบริเวณที่รากดูดอาหารได้อย่างเต็มที่ซึ่งเป็นบริเวณ ทรงพุ่มของใบยาง โดยการหว่านเป็นวงกลมรอบต้นขณะต้นยางอายุ 1-2 ปี หรือโรยเป็นแถบ 2 ข้างลำต้น สำหรับยางอายุ 2 ปีขึ้นไป และหว่านระหว่างแถวยางเมื่อต้นยางเปิดกรีดแล้ว ควรใส่ปุ๋ยให้อยู่ใต้ดินโดยกลบปุ๋ยที่ความลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร จากผิวดิน สำหรับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลสัตว์ แนะนำให้ใส่บริเวณเดียวกับการใส่ปุ๋ยเคมี และควรใส่ก่อนใส่ปุ๋ยเคมี 15 วัน เพื่อปรับสภาพดินโดยคลุกเคล้าให้ปุ๋ยอยู่ใต้ดิน

3. ใส่ปุ๋ยให้ถูกเวลาที่ยางพาราต้องการ เช่น ขณะดินมีความชื้นพอเหมาะ หรือในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน วิธีสังเกตดินที่มีความชื้นพอเหมาะคือ เมื่อบีบดินให้แน่นแล้วแบมือออก ดินจะยังจับเป็นก้อน แต่เมื่อใช้มือบีบอีกที ดินจะแตกร่วนโดยง่าย การใส่ปุ๋ยที่ให้ผลดีที่สุดคือ ใส่ให้น้อยแต่บ่อยครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มดินทราย

4. ใส่ปุ๋ยในปริมาณให้พอเหมาะกับดินที่ปลูก โดยใส่อัตราปุ๋ยตามอายุของต้นยางและชนิดของดิน ซึ่งเกษตรกรสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสวนยางของตนเองได้ ที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยพิจารณาจากราคาปุ๋ยและราคายางด้วย และเพื่อเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างคุ้มค่า ควรมีการวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย เพื่อไม่ให้ใส่ปุ๋ยมากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารได้ที่ หน่วยงานกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 ของจังหวัดที่อยู่ใกล้ที่สุด หรือสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่กรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันการวิเคราะห์ดินสามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว และเกษตรกรสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง โดยใช้ชุดตรวจสอบดินของภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถสอบถามรายละเอียดที่ ภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน โทร. (02) 579-2028, (02) 942-8104-5 ในวันและเวลาราชการ

คุณ สุขุม กล่าวสรุปว่า การขาดธาตุอาหารในดิน หรือการเสื่อมสภาพของดิน ย่อมส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการสร้างน้ำยางของต้นยาง ดังนั้น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงเป็นวิธีการที่จะช่วยให้ยางพาราได้นำ ปุ๋ยไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มผลผลิตยางให้สูงขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติและปรับใช้ให้เหมาะสม เฉพาะอย่างยิ่งการใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พอเหมาะกับดินที่ปลูกและสอดคล้องกับ ความต้องการของยางพาราในแต่ละพื้นที่ หรือผสมปุ๋ยใช้เองจากแม่ปุ๋ยซึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงได้ประมาณ 5-12% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ (บาท ต่อตัน) และแก้ปัญหาปุ๋ยด้อยคุณภาพ โดยเกษตรกรและผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดการใช้ปุ๋ยได้จากเอกสารคำแนะนำ ของสถาบันวิจัยยาง เรื่องการใช้ปุ๋ยในสวนยางและการใช้ปุ๋ยยางพาราตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยขอรับเอกสารได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02 ) 579-1576 หรือศูนย์วิจัยยาง และสำนักงานตลาดกลางยางพารา กรมวิชาการเกษตรจังหวัดต่างๆ ได้แก่ หนองคาย บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ทั้งนี้เพื่อเกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยยางพาราได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและให้ผลตอบแทนสูงสุด